เบนท์ลีย์ มอเตอร์สฉลองยอดการผลิตอัครยนตรกรรมหรูคันที่ 200,000

(ครูว์, 26 มีนาคม 2564) เบนท์ลีย์ มอเตอร์สฉลองยอดการผลิตอัครยนตรกรรมหรูคันที่ 200,000 ตอกย้ำประวัติศาสตร์ความเป็นผู้นำด้านการผลิตอัครยนตรกรรมหรูอันยาวนานกว่า 101 ปี ซึ่งเบนท์ลีย์ เบนเทก้า ไฮบริด (Bentayga Hybrid) ผลิตสำหรับลูกค้าชาวจีน ได้จอดเคียงข้างกับอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ที่เก่าแก่ที่สุดอย่าง EXP 2 พร้อมด้วยพนักงานที่ร่วมงานกับเบนท์ลีย์ มอเตอร์สมาอย่างยาวนานร่วมยืนเป็นสักขีพยานในโอกาสพิเศษนี้ด้วย ซึ่งสายงานผลิตได้เริ่มต้น ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่จึงกลายเป็นช่วงเวลา 20 ปีที่แสนพิเศษ ซึ่งได้ถูกขับเคลื่อน โดยอัครยนตรกรรมรุ่นปัจจุบันอย่าง คอนติเนนทัล จีที (Continental GT) และ เบนเทก้า (Bentayga) รถยนต์รุ่นที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส

หน้าประวัติศาสตร์การผลิตรถยนต์ของเบนท์ลีย์ได้กลายเป็นที่น่าจดจำมากขึ้น เมื่ออัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์คันที่ 200,000 คือรุ่นล่าสุดในจำนวน 154,396 คัน ที่ผลิต ณ เมืองครูว์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปีที่ เดอะ คอนติเนนทัล จีที (Continental GT) เปิดตัวในฐานะอัครยนตรกรรมรุ่นแรกของเบนท์ลีย์ในยุคปัจจุบัน โดยในปัจจุบัน เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ผลิตรถยนต์กว่า 85 คัน ต่อ วัน เทียบเท่ากับปริมาณการผลิตต่อเดือนเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว

กล่าวถึง เบนท์ลีย์ในปัจจุบัน ในช่วงที่เบนท์ลีย์ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2462 จวบจนถึง ปี พ.ศ. 2545 เบนท์ลีย์ มอเตอร์สได้ผลิตอัครยนตรกรรมหรูกว่า 44,418 คัน โดย 38,933 คัน ผลิต ณ เมืองครูว์ โดยในบรรดาอัครยนตรกรรมที่ผลิตเหล่านั้น ถือได้ว่ามีรุ่นที่โด่ดเด่นหลายรุ่น อาทิ เบนท์ลีย์ อาร์ ไทป์ คอนติเนนทัล (R-Type Continental) มูซานน์ (Mulsanne) อาร์นาจ (Arnage) และอาร์ซัวร์ (Azure) ซึ่ง 84% ของอัครยนตรกรรมที่ผลิตในสหราชอาณาจักรยังคงวิ่งอยู่บนท้องถนนในทุกวันนี้

โปรเจ็คลงทุนใหญ่ที่เมืองครูว์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ได้มาพร้อมกับความสำเร็จของ เบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีที (Continental GT) สุดยอดแกรนด์ ทัวเรอร์ ซึ่งคันที่ 80,000 เพิ่งได้ถูกผลิตตามออเดอร์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เอเดรียน ฮอลล์มาร์ก ประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส กล่าวว่า “ยอดการผลิตรถยนต์เบนท์ลีย์คันที่ 200,000 ถือเป็นความสำเร็จครั้งล่าสุดบนเส้นทางอันแสนพิเศษตั้งแต่เบนท์ลีย์ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2462 โดยในปี พ.ศ. 2546 การเผยโฉมของ เดอะ คอนติเนนทัล จีที (Continental GT) ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเบนท์ลีย์ ซึ่งนำไปสู่ยอดขายกว่า 80,000 คันจากยอดผลิตรวมกันของรถยนต์ทุกรุ่นกว่า 200,000 คัน และถือเป็นการสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่และการริเริ่มการสร้างภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัยให้กับแบรนด์เบนท์ลีย์ โดยสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และเรากำลังจะเข้าสู่อีกช่วงหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านตามกลยุทธ์ “Beyond100” ด้วยการวางตำแหน่งให้แบรนด์เบนท์ลีย์เป็นผู้นำด้านการผลิตอัครยนตรกรรมหรูแบบยั่งยืน”

เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ในช่วงเวลาสุดพิเศษ เบนท์ลีย์ เบนเทก้า ไฮบริด (Bentayga Hybrid) และ EXP 2 ได้จอดเคียงข้างกับพนักงานของเบนท์ลีย์ มอเตอร์สที่มีอายุงานยาวนานที่สุดอย่าง สตีฟ วาร์ด (Steve Ward) ผู้ที่ร่วมงานกับเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ตามรอยผู้เป็นบิดา ซึ่งเข้าเริ่มร่วมงานกับเบนท์ลีย์ มอเตอร์สเมื่อ 42 ปีที่แล้ว

ในฐานะวิศวกรวิเคราะห์ยานยนต์ สตีฟได้เป็นส่วนสำคัญในการผลิตรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกรุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 และได้ทดสอบรถยนต์เบนท์ลีย์เหล่านี้มาแล้วทั่วโลก โดยเขาคือผู้ซึ่งเป็นประจักษ์พยานในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เบนท์ลีย์ในยุคปัจจุบัน

เดอะ คอนติเนนทัล จีที (The Continental GT) คือที่สุดของรถยนต์แกรนด์ ทัวร์ริ่งสุดหรูที่ทรงสมรรถนะ และยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานของตัวรถ และเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา เบนท์ลีย์ มอเตอร์สได้มีการเผยโฉม เดอะ นิว คอนติเนนทัล จีที (The New Continental GT) ซึ่งเป็นอัครยนตกรรมที่ทรงประสิทธิภาพและสมรรถนะสูงที่สุดเท่าที่เบนท์ลีย์เคยมีมา ซึ่ง เดอะ คอนติเนนทัล จีที สปีด (The Continental GT Speed) นี้ ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายและความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์ของอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ไว้เช่นเคย

ความสำเร็จของ เดอะ คอนติเนนทัล จีที (The Continental GT) ยังสะท้อนให้เห็นผ่านเบนเทก้า (Bentayga) ด้วยการมอบประสบการณ์การขับขี่และความหรูหราแบบเหนือระดับในแบบของอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ โดยเบนเทก้า (Bentayga) เปิดตัวในปี พ.ศ. 2558 พร้อมกับการตั้งบรรทัดฐานใหม่ของรถเอสยูวีสุดหรู และทรงสมรรถนะที่สุดในโลก ด้วยยอดการผลิตรวมกว่า 25,000 คัน โดยมีการคาดการณ์ยอดขายของ เบนเทก้า (The Bentayga) ว่าจะสามารถนำยอดขายของ เดอะ คอนติเนนทัล จีที (The Continental GT) ได้ภายใน 1 ทศวรรษ และขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเบนท์ลีย์

ในปี พ.ศ. 2548 เบนท์ลีย์ มอเตอร์สได้ผลิต ฟลายอิ้ง สเปอร์ (Flying Spur) กว่า 40,000 คัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอัครยนตรกรรมสปอร์ต 4 ประตูที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก

ในอนาคต แผนการที่เบนท์ลีย์ มอเตอร์สมุ่งหวังไว้สำหรับสายการผลิตอัครยนตรกรรมได้วางไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2563 พร้อมกับกลยุทธ์ “Benyond 100” โดยเบนท์ลีย์ มอเตอร์สตั้งเป้าจะเป็นผู้ผลิตอัครยนตรกรรมหรูรักษ์โลกแบบครบวงจรภายในปี พ.ศ. 2573 พร้อมด้วยการประกาศมาตรการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของโรงงานเบนท์ลีย์ เมืองครูว์หลังจากนั้น

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส จะมุ่งสู่ความเป็นผู้นำด้านการผลิตอัครยนตรกรรมไฟฟ้า (PHEV หรือ BEV) ภายในปี พ.ศ. 2569 และเปลี่ยนผ่านรถยนต์ทุกรุ่นสู่เครื่องยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยกลยุทธ์ “Beyond 100” จะเปลี่ยนทุกภาคส่วนของธุรกิจ และความพร้อมของเบนท์ลีย์ มอเตอร์สที่จะมุ่งสู่ศตวรรษที่ 2 ของผู้นำด้านการผลิตอัครยนตรกรรมหรูอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับเบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด
เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าเบนท์ลีย์ทุกท่านและรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกคัน ด้วยทีมวิศวกรที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูงนานกว่า 30 ปี โดย เอเอเอสฯ ได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดส่งวิศวกรไปฝึกอบรมที่โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประเทศอังกฤษ ทุกปี ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกท่านตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า "เอเอเอสฯ ดูแลทั้งรถและคุณ (AAS Looking after YOU and your CAR)" และให้ชื่อ AAS เป็น “The Name You Can Trust” มานานกว่า 30 ปี

Gallery